วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

ความรัก ความฝัน กับ สิ่งที่เรามองข้ามไป


ความรัก ความฝัน กับ สิ่งที่เรามองข้ามไป

     
        ทุก ๆ คนคงรู้แล้วว่า ในแต่ละคน มีความฝันที่แตกต่างกัน ต่างคนต่างฝันไปต่าง ๆ นา ๆแต่เชื่อเถอะว่า หากฝันเรื่องความรัก ทุก ๆ คนกลับมีความฝันที่คล้าย ๆ กัน ก็คือ อยากให้คนรักของเรามีความสุข อยากเห็นรอยยิ้ม อยากเห็นเสียงหัวเราะ อยากให้เขารักเราเหมือนเช่นกับที่เรารักเขา ฝันเหล่านี้อยู่ไม่ไกลเลย อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา คุณเคยรู้สึกมั้ยว่ามันอยู่แค่เอื้อมนี่เอง มันอยู่ไกล้เราแค่นี้ แต่
ขณะที่มันอยู่ข้าง ๆ ตัวเราทุก ๆ คนกลับลืมเลือนไป
ทำไมนะหรือ

ในขณะที่เรารักเขา อยากให้เขามีความสุข อยากให้เขายิ้ม อยากให้หัวเราะ คุณรู้สึกมั้ยเขาก็เช่นกัน พร้อมที่จะทำให้เรามีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ

แน่นอน เรารู้ และเราก็ยินดีรับมา

      แต่สิ่งที่เขาทำให้กับเรา สิ่งที่เรารับมา กลับเริ่มค่อย ๆ กลบความคิดของตัวเราเองไปอย่างช้า ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว เราเริ่มที่จะเป็นฝ่ายรับ เริ่มติดใจกับสิ่งเหล่านี้ ติดใจกับสิ่งที่เขาให้มา นานวัน นานวันและนานวันในที่สุด เราก็ลืมไปแล้วว่า ความฝันที่เริ่มต้นของเราคืออะไร

      ผู้เป็นฝ่ายให้ เริ่มรู้สึกตัวว่า เขาขาดอะไรไป มีอะไรที่เขายังไม่ได้ทำ เขาเริ่มมองหาสิ่งเหล่านั้น ในที่สุดเขาก็เริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่เขาให้ไปนั้น มันไม่ได้ขาด แต่สิ่งที่ำทำไป มันหายไปกับสายลม สิ่งที่เขาทำ มันเริ่มไร้ค่าในสายตาเขา เพราะสิ่งที่ทำลงไป กลับไม่มีสิ่งตอบกลับมาเหมือนในตอนแรก ๆ

      ในขณะที่เขาเริ่มสับสน แต่เรากลับยินดีในสิ่งที่ได้รับต่อไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่า เราได้หลงลืมอะไรไปแล้วและลืมค่าของสิ่งที่ได้มา มองเห็นสิ่งที่เขาำทำให้ว่า มันเพียงแค่ “มันคือหน้าที่” ที่เขาต้องทำให้เรา มันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น มันเริ่มไม่มีค่า

      ผู้ให้ เริ่มท้อใจ เริ่มหมดกำลังใจ เพราะความหลงลืมของอีกฝ่ายนึง เขาเริ่มถอยห่างออกไปช้า ๆ เริ่มหมดแรงที่จะทำความฝันต่อไป ค่อย ๆ ลืมความฝันของตนเองเช่นกัน

      ในขณะที่เรา ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง แต่ว่า เรายังไม่เข้าใจความหมายนั้น ๆ กลับมองไปว่าเขาเปลี่ยนไป เขาเปลี่ยนไป เพราะมีใครทำให้เปลี่ยน โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่า คนที่ทำให้เปลี่ยน คือเราเองและที่สำคัญ คนที่เปลี่ยนไปจริง ๆ นั้น คือตัวเราเอง เราเปลี่ยนไปนานแล้ว นานจนจำไม่ได้แล้ว

      เมื่อทุกอย่างสายไป ความฝันก็เริ่มสลายไป ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเป็นสีดำ ความฝันเริ่มเป็นสีดำเริ่มมองไม่เห็นความฝันของตนเอง ทั้ง ๆ ที่จุดเริ่มต้นของความฝันคือ อยากให้คนรักของเรามีความสุขอยากเห็นรอยยิ้ม อยากเห็นเสียงหัวเราะ อยากให้เขารักเราเหมือนเช่นกับที่เรารักเขา

      จริง ๆ แล้ว ความฝันก็ยังอยู่ตรงนั้น อยู่ที่เดิม แต่เราลืมมันไป ถูกบดบังไป จากสิ่งที่เขามอบให้เรา ก็แค่นั้นเอง

      แด่คนที่คิดจะเริ่มรัก แด่คู่รักทุก ๆ คู่ ที่ยังอยู่ในช่วงของความรัก ได้โปรด คิดถึงความฝันของตนได้โปรดทบทวนความฝันของตนให้บ่อย ๆ ว่าเราต้องการอะไร อย่าปล่อยให้การกระทำใด ๆมาบดบังความฝันของเรา จน สาย ไป

       แด่คู่รักที่พลาดพรั้งไป อยากให้คุณรู้ว่า ความฝันก็ยังอยู่ตรงนั้น อยู่ที่เดิม ยังไม่ได้สูญเสียไปหรอกเพียงแต่เราลองทบทวนดู เราจะรู้ว่า มันยังอยู่ที่เดิม เชื่อสิ มันยังอยู่ที่เดิม เพียงแค่รอเวลาเพื่อที่จะเริมต้นใหม่อีกครั้ง แค่นั้นเอง

มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกฝันกับใครอีก ก็แค่นั้นเอง
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

วิธีการตัดต่อภาพด้วยPhotoshop CS5

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เงื่อนไขของความรัก มากเกินไปหรือเปล่า


เงื่อนไขของความรัก มากเกินไปหรือเปล่า

      ตอนรักกันแรก ๆ เงื่อนไขมันมีอยู่ข้อเดียว "แค่ฉันรักเธอ แค่เธอรักฉัน แค่เรารักกัน" เท่านั้นก็รวมเป็นคำว่า "ความรัก" ได้แล้ว แต่ทำไมพอคบกันไปเรื่อย ๆ นานวันเข้า...กลับรู้สึกว่าเงื่อนไขแค่นั้นมันไม่พอ ทำไมต้องมีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เหมือนยิ่งนานเงื่อนไขก็ยิ่งเพิ่ม ถ้ามันเป็นการเพิ่มเงื่อนไขมากขึ้น เพราะรักกันมากขึ้นก็คงไม่เป็นไร แต่นี่...เหมือนกับว่าอะไร ๆ มันเริ่มเลงร้ายลงทุกที ในขณะที่เงื่อนไขหลาย ๆ ข้อ กลายเป็นข้อต่อรอง ที่จะตัดสินใจว่า จะรักต่อไป หรือ จะเลิก กันไปดี

      ฉันไม่รู้หรอกว่าพื้นฐานความรักของแต่ละคนเป็นแบบไหน มันไม่มีทางเหมือนกันได้อยู่แล้ว แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนมีคำจำกัดความ ของความหมายคำว่า "รัก" สำหรับตัวเอง รูปแบบมันไม่เหมือนกันก็จริง แต่ความรักก็อาศัยองค์ประกอบเดียวกัน คือ หัวใจสองดวง ที่จะมอบความรักให้กัน ถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ลงไปในความรู้สึกระหว่างกัน แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ ถ้าการคบกันระหว่างเราทุกวันนี้ มันกลายมาเป็นข้อแม้ที่เพิ่มจำนวนเงื่อนไขมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเรียกความรักในรูปแบบนี้ว่ามันหมายถึงอะไร ตกลงเรายังรักกันดีอยู่หรือเปล่านะ

      เคยถามตัวเองหรือเปล่าว่าอะไรคือจุดเปลี่ยน ที่ทำให้เราเรียกร้องต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราไม่รู้จักคำว่า "พอ" หรือเปล่า

      ถามหน่อย...การตั้งเงื่อนไขให้กับความรักมาก ๆ มันทำให้มีความสุขได้จริงหรือ ฉันเห็นบางคนมีแฟนที่ดีมาก ๆ รับกันได้ทุกอย่างที่ทั้งดีและไม่ดี เคยโวยวายใส่กันได้อย่างไม่มีปัญหา แต่พอเวลาผ่านไป...โวยวายใส่กันทีไร เป็นต้องทะเลาะกันทุกที

      บางทีการทำเป็นลืม ๆ ไป ลองมองข้ามจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านไปบ้าง มันก็ทำให้เรามองเห็นจุดเด่นใหญ่ ๆ ของฝ่ายตรงข้ามได้ดีกว่า แทนที่จะไปจู้จี้จุกจิกในเรื่องหยุมหยิม เช่น ทำไมไม่โทรมาก่อนนอนทุกวันเหมือนเดิม ทำไมตอนนี้มารับมาส่งไม่ได้ ทำไมเอะอะก็จะเลิกกัน ๆ อยู่เรื่อย ทำไมชมแต่คนอื่น ไม่เห็นชมกันบ้างเลย ทำไมต้องอย่างโน้น ทำไมต้องอย่างนี้ ทำไม ๆๆๆ

      พอมันมีคำว่าทำไมเกิดขึ้น ก็ยิ่งทำให้ต่างคนต่างรู้สึกเหนื่อย เพราะไม่เคยเปิดใจคุยกันดี ๆ ทะเลาะนิดหน่อยก็บอกว่า "เธอก็เป็นซะอย่างนี้" ยั่วโมโหกันไป ยั่วโมโหกันมา มันเลยทำให้มองเห็นข้อเสียของกันและกัน เป็นต้นเหตุของเงื่อนไขหลาย ๆ ข้อ ที่เพิ่มสะสมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราเอาแต่มองจับผิดกันไปที่ข้อเสีย แล้วเราจะเหลือสายตาที่ไหน ไปมองเห็นข้อดีของกันและกัน

      เปิดใจใหม่ ลบเงื่อนไขที่เยอะแยะมากมายออกไปซะบ้าง วันละข้อสองข้อก็ยังดี เผื่อมันจะทำให้ทุกเหตุการณ์ข้ามมาแดนบวกมากขึ้น อย่าให้มันอยู่ในแดนลบนานเกินไป เพราะเสี่ยงต่อการเลิกรากันได้ง่ายที่สุด คนเราจะรักกัน จริง ๆ มันมีเงื่อนไขไม่กี่ข้อหรอก แค่เอาใจมาแลกกันก็พอ หากเงื่อนไขที่มากมายนั้น แฝงไว้ด้วยเจตนาอื่น มันก็คงไม่ใช่เงื่อนไขของความรัก แต่คงเป็นเงื่อนไขของความเห็นแก่ตัวมากกว่า

      ลองถามตัวเองอีกครั้งว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการในตอนนี้ ต้องการความรักดี ๆ แบบไม่มีปัญหา หรือต้องการสร้างเรื่องให้ยุ่งด้วยเงื่อนไขร้อยแปด ที่เราสร้างเองแล้วปวดหัวเอง ทุกอย่างเมื่อสร้างขึ้นมาได้ มันก็ทำลายลงได้เหมือนกัน อยู่ที่เราจะเลือกทำแบบไหน ระหว่างสร้างเงื่อนไขหรือทำลายเงื่อนไข

      อนาคตของความรักมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทวดาที่ไหนหรอก ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับใจของเราเอง เลือกที่จะรักกันเพราะรัก หรือเลือกที่จะเลิกกันเพราะเงื่อนไข
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กลุ่มคนไทยรักชาติบุกยื่นหนังสือ “โทนี่ แบลร์”


วันที่ 2 ก.ย. เวลา 10.30 น. ที่หน้าโรงแรมพลาซ่า แอทธินี สถานที่จัดปาฐกถาพิเศษ “ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” มีกลุ่มคนไทยรักชาติ ประมาณ 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอให้ตระหนักถึงการเข้าร่วมการปาฐกถาครั้งนี้ เพราะเวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อรองรับความชอบธรรมความผิดของรัฐบาลในอดีต โดยอ้างถึงกรณีสงครามยาเสพติดที่มีผู้เสียชีวิต 3 พันคน สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และมักจะอ้างถึง ประชาธิปไตย ที่มาจากการได้รับเลือกตั้งโดยเสียงส่วนใหญ่ และเคลื่อนไหวผ่านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกทั้งในเวทีดังกล่าวอาจมีหัวข้อที่เกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางการเมือง ซึ่งยังเป็นประเด็นที่เกิดข้อถกเถียงในประเทศไทยอย่างเข้มข้นในขณะนี้ และยังมีข่าวลือว่าได้รับเงินครึ่งล้านปอนด์ เพื่อจ้างให้เข้าร่วมเวทีดังกล่าว จึงขอให้ทบทวนการเข้าร่วมเวทีกับรัฐบาลในครั้งนี้ โดยยึดการเรียนรู้จากบทเรียนที่อังกฤษเคยเข้าไปร่วมในสงครามอิรัก


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
 
Copyright © Rawiwan